ข้อมูลส่วนบุคคลคืออะไร ทำไมถึงสำคัญ ?
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเราต้องรู้จัก
“ข้อมูลส่วนบุคคล” และสำคัญยังไงกับเรา ? บทความนี้จะมาไขข้อสงสัยเกี่ยวกับคำถามนี้ไปพร้อมกับการทำความเข้าใจในข้อมูลส่วนบุคคลกันครับ
เหตุผลที่ต้องมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
สืบเนื่องมากจากในปัจจุบันนี้มีการล่วงละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมาก
ลองคิดตามดูว่า กรณีมีบริษัทประกันภัยต่างๆ ที่โทรศัพท์มาหาเรา
และรู้ทั้งชื่อและนามสกุลของเรา ทั้งๆ ที่เราไม่เคยเอาข้อมูลให้กับบริษัทนั้นมาก่อน
เราเคยสงสัยกันไหมครับว่า บริษัทฯ นั้นเอาข้อมูลเรามาจากไหน
และเราเคยอนุญาตให้เขาเก็บ "ข้อมูลส่วนบุคคล" เหล่านี้ไปหรือเปล่า
จนบางทีเราอาจรู้สึกว่าสร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่เราอย่างมาก
และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เมื่อไม่มีกฎหมายใดมา
"คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล" แล้ว ก็จะมีเหตุการเหล่านี้ตามมาเรื่อยๆ เช่น
รูปถ่ายสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนไปอยู่บนถึงกล้วยแขก
หรือนำกระดาษที่มีชื่อและนามสกุลเรา พร้อมเลขบัตรประชาชน
และเบอร์โทรศัพท์ไปใช้เป็นกระดาษรีไซเคิล เราอยากให้ผู้ที่มีข้อมูลส่วนบุคคลของเราทำแบบนี้ต่อไปจริงๆหรือ?
แล้วมีอะไรบ้างที่เป็นข้อมูลส่วนบุคคล
ตามนิยามของกฎหมาย
พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562
ได้นิยามความหมายของข้อมูลส่วนบุคคลไว้ใน มาตรา 6 ซึ่งได้วางหลักว่า
“ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล ซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม
แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้แก่กรรมโดยเฉพาะ” อ่านแล้วพอเข้าใจได้บ้าง แต่...
ก็ยังมองภาพไม่ค่อยออกว่าข้อมูลส่วนบุคคลคืออะไร
เราลองมาแยกคำกันก่อนนะครับ โดยเริ่มจาก
“ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคล” คือ ข้อมูลใดๆ
ก็ตามที่เกี่ยวกับตัวบุคคล เช่น ชื่อ, นามสกุล, ที่อยู่, รหัสประจำตัวประชาชน,
เบอร์โทรศัพท์, เพศ, ภาพถ่าย, วันเดือนปีเกิด, ข้อมูลการศึกษา, ข้อมูลการทำงาน
“ข้อมูลทางตรง” คือ
ข้อมูลที่สามารถบ่งบอกได้ว่าเป็นตัวบุคคลนั้นได้เลยแบบตรงๆ เช่น
ชื่อพร้อมกับนามสกุล, รหัสประจำตัวประชาชน, เบอร์โทรศัพท์, ภาพถ่าย
“ข้อมูลทางอ้อม” คือ
ข้อมูลที่เมื่อนำไปประกอบกับข้อมูลอื่นๆ แล้วสามารถระบุตัวตนได้ เช่น ที่อยู่, เพศ,
วันเดือนปีเกิด, ข้อมูลการศึกษา, ข้อมูลการทำงาน
และกฎหมายได้วางหลักเกี่ยวกับข้อมูลไว้อีกอย่างหนึ่งคือ
“ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว” โดยกฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ตรงๆ แต่ได้ยกตัวอย่างไว้ตาม
มาตรา 26 ใน พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 เช่น เชื้อชาติ,
เผ่าพันธุ์, ศาสนา, ความเชื่อในลัทธิ, ข้อมูลสุขภาพ, ความพิการ เป็นต้น
เมื่อเราเข้าใจ “ข้อมูลส่วนบุคคล” แล้วมันจะสำคัญอย่างไร
เราลองสมมติสถานการณ์ดูนะครับ ว่าถ้าหากข้อมูลเหล่านี้ เป็นข้อมูลส่วนบุคคลของเรา
แล้วข้อมูลเหล่านี้หลุดไปให้บุคคลภายนอกที่เราไม่รู้จัก
และไม่เคยยินยอมให้ข้อมูลส่วนบุคคลแก่บุคคลนั้น และบุคคลนั้นนำข้อมูลเราไปใช้ในการทำตลาด
หรือที่เลวร้ายกว่านั้น นำข้อมูลส่วนบุคคลเราไปขายต่อให้กับบุคคลอื่นต่อไปอีก... หากไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลแล้ว
บุคคลผู้ไม่หวังดีที่นำข้อมูลส่วนบุคคลของเราไปใช้โดยมิชอบก็อาจทำต่อไปโดยไม่เกรงกลัวใดๆ
เพราะไม่มีกฎหมายใดที่สามารถลงโทษเขาได้ครับ